• Sun. Jul 21st, 2024

มาแล้วจ้า มาตำรีวิวหนังใหม่ๆ ตามเจาะลึกถึงรายละเอียดของหนัง เก็บทุกรายละเอียดแบบไม่กั๊ก

หนังดี หนังดัง หนังที่กำลังมีกระแส ทางเว็บเรานำข้อมูลการรีวิวแบบเจาะลึกทุกรายละเอียดตั้

X-Men Dark Phoenix ไม่ดี ไม่แย่ อาถรรภ์ตัวละครแหละ

ByBrendan

Jun 17, 2023

ภาคปิดของเรื่องราวของการต่อสู้ของมนุษย์กลายพันธุ์ฉบับซอฟรีบูท ที่ภาคแรก ๆ นั้นเริ่มไว้ดีมาก จนเกินการคาดหวัง จนมาตกมาจนเกือบตายในภาค Apocalypse ที่โดนสับเละ ซึ่งก็น่าเสียดายที่ Day of Future Past ที่ทำไทม์ไลน์แตกออกเป็นหลากหลายมากมาย ทั้งเส้นทางอตีด อนาคต หรือแม้แต่การโฟกัสตัวละครเดี่ยวอย่าง โลแกน ทำเอาไว้ดีและสมูธมาก แถมฉากแอคชั่นก็เข้มไม่แพ้กัน แต่ว่าหลังจากนั้น ตัวหนังเองก็ดูไม่ได้อ้างอิงเนื้อหาต่อกันมาสักเท่าไหร่ ก็น่าเสียดาย ที่ปูไปซะที แต่หลัง ๆ มีเพียงแต่ตัวละครที่ถูกใช้งานต่อไม่กี่ตัว ทำให้เหตุการณ์และการตัดสินใจของบางตัวละคร ไม่เกิดความต่อเนื่อง และไม่ดึงอารมณ์คนดูให้อินได้สักเท่าไรนัก ตัวหนังมีพล็อตและจังหวะในการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างล้าสมัยไปแล้วด้วย เหมือนดูหนังแอคชั่นในยุค 90 หรือ Y2K ก็ไม่ต่างกันมาก และยังมีอีกจุดบอดก็คือบทสนทนาค่อนข้างที่จะเยอะ แต่กลับไม่มีอิมแพคและให้ความรู้สึกว่ามันไปไม่สุดซักทาง

สำหรับภาคนี้ก็เป็นการเล่าเหตุการณ์จากคอมมิคสุดฮิต ที่เป็นเหมือนอีเวนท์ใหญ่ในฝั่งของทีม X-Men ซึ่งก็คือ Dark Phoenix และถ้ามันคุ้น ๆ ใช่แล้วจ้า ก่อนรีบูทก็เคยทำมาแล้ว และก็โดนสับเละไปรอบนึง อันนี้ก็เลยเป็นเหมือนรอบแก้ตัว และก็เป็นความกดดันของผู้กำกับอยู่ส่วนหนึ่ง โดยที่หนังภาค 4 นี้ จะเน้นการเล่าเรื่องของ จีน เกรย์ ในวัยเด็ก ครั้งแรกที่เธอเริ่มมีพลังจิต การใช้พลังโดยไม่ได้ตั้งใจและได้ทำให้พ่อแม่ของเธอต้องเสียชีวิตในอุบัตติเหตุรถยนต์ หรืออย่างน้อยก็ที่เธอเข้าใจแบบนั้น และนั่นนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้รู้จักโปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ ก่อนที่หนังจะตัดไปเล่าถึงภารกิจของเหล่า X-Men ในปัจจุบันที่ได้รับภารกิจช่วยเหลือนักบินอวกาศ และเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ จีน ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในซากยานอวกาศ และถูกโจมตีโดยเพลิงสุริยะทำให้เธอได้รับพลังหรือถูกปลุกพลังให้ตื่นขึ้น ก็เป็นจุด Kick-Off ของเรื่องราวในภาคนี้ อันนี้เราเล่าคราวๆนะคะ แนะนำไปดูหนังแอคชั่นกันเองน้า

ต้องขอออกตัวก่อนเลยนะว่า เราก็เป็นติ่งเอ็กซ์-เมน คนหนึ่งที่หน้าตาสวยและใจดี เอ้ยไม่ไช่ 5555 มาต่อ ซึ่งเราติดตามดูตั้งแต่ภาคแรกที่ออกมาฉายในปี 2000 และซุปเปอร์ฮีโร่ที่เราชื่นชอบตั้งแต่แรกเห็นก็คือ จีน เกร์ย ซึ่งนักแสดงที่รับบทนี้ในขณะนั้นคือ ฟัมเกอ ยันส์เชิน ดังนั้นเราจึงค่อนข้างคาดหวังในภาพยนต์เรื่องนี้มาก แต่สุดท้ายก็แอบผิดหวังนิดนึงง่า อาจเพราะเราหวังมากเกินไปนิดนึง เพราะเราคิดว่าภาพยนต์เรื่องนี้สำหรับเราที่เราได้ดูหนังเขาได้รีเมคบางตอนมาจากตอนเก่าๆภาคเก่าๆ แต่สิ่งที่แตกต่างกันนั้นคืออารมณ์ของหนัง และความมีเหตุมีผล

จากการวิเคาะห์การดูหนัง ที่เราเกริ่นไว้แล้วว่า หนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายของ X-Men The Last Stand ฉะนั้นตลอดเวลาที่เราดูหนัง หนังทั้งสองภาคนี้มาเปรียบเทียบกันเพื่อหาข้อเด่นข้อด้อยของหนังภาคนี้ เพราะภาคนี้เป็นภาคที่3 ในภาคนี้ตัวหนังเลยได้รับพลังอารมณ์จากภาคก่อนๆ มาแล้ว ทำให้เรารู้สึกอินไปกับมันได้ กับการเล่าเรื่องก็ค่อนข้างรวดเร็ว กระชับ และตัดจบได้อย่างลงตัวจนไม่คิดว่าจะมีภาคต่อ ต้องยอมรับว่าภาคนี้ ฉากแอคชั่นค่อนข้างตระการตา แต่กลับไร้อารมณ์ในสายตาของเรา ในฉากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่ไม่ค่อยมีฉากว้าวมากสักเท่าไร

สำหรับเรา X-Men ภาคนี้ ถือว่าทำได้ดีในส่วนของการเล่าเรื่องใส่ความมีเหตุมีผลลงไปในหนัง ทำให้เข้าใจง่าย สามารถทำให้อินกับหนังได้อย่างสบาย หรือจริงๆอาจจะเป็นคำสาปของตัวละครที่ยิ่งใหญ่มากๆในคอมมิคก็ได้มั้ง ที่ทำให้การจะทำออกมาเป็นหนังแล้วทำให้มันดูสมน้ำสมเนื้อกับความปังของตัวละครมันยิ่งยาก แต่อย่างไรก็ตาม การรีวิวนี้เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของเรา แน่นอนว่าไม่มีอะไรมาชี้วัดได้เลยว่าการดูหนังแอคชั่นของเรามันต่างจากคนอื่นอย่างไร แนะนำไปรับชมกันเองเลยนะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *